มิถุนายน 25, 2019, 12:37:56 PM
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ข่าว:
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เอกภพของเรามีขนาดเท่าใด  (อ่าน 2422 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
jomyut 9
นักโพสต์
**
กระทู้: 36


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 12, 2011, 04:01:33 PM »

เอกภพของเรามีขนาดเท่าใด

   เราสามารถใช้จินตนาการคาดคะเนสิ่งต่าง ๆ รอบตัว  เช่น  สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดคือช้าง  ขนาดของอาคารบ้านเรือน  เขตปกครอง  อาณาเขตประเทศไทย  เป็นต้น  ถ้าเป็นโลกและดวงดาว  เราจะเริ่มรู้สึกมีปัญหาในการระบุขนาดของสิ่งเหล่านี้  เพราะมันใหญ่เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ทั่วไป  ที่จะใคร่ครวญให้เกิดความกระจ่างได้  อย่างไรก็ตามเราพอจะทราบว่าโลกใหญ่กว่า                  ดวงจันทร์  เล็กกว่าดวงอาทิตย์  ในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลก  ได้แก่ดาวเสาร์และดาวพฤหัสสบดี
   ระบบสุริยะเป็นกลุ่มดาวในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก  ซึ่งในเอกภพของเรานอกจากกาแล็กซี่ทางช้างเผือกแล้ว  ยังประกอบไปด้วยกาแล็กซี่อื่น ๆ อีกนับล้านล้านกาแล็กซี่  ดังนั้นเมื่อเราคิดถึงขนาดของเอกภพจึงคิดเท่าใดก็คิดมิออก
   ทำไมเราต้องขบคิดเกี่ยวกับขนาดของเอกภพ  เอกภพจะมีขนาดเท่าใดไม่เห็นเกี่ยวข้องกับมนุษย์แต่อย่างใด  จริงอยู่มนุษย์เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับสิ้นไป  แต่อย่าลืมว่าสิ่งมีชีวิตเป็นโครงสร้างของธาตุคาร์บอนและธาตุอื่น ๆ ที่รวมตัวกันอย่างมีระบบและสามารถสำเนาตัวเองได้  หมายถึงมีการสืบทอดลูกหลานผ่านสารเคมีอินทรีย์ที่เรียกว่าดีเอ็นเอ  มนุษย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญา  สิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิด  และสามารถใช้ความคิดจัดการกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว  ซึ่งการจัดการกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนี้เป็นไปได้ทั้งในทางสร้างสรรค์และการทำลายล้าง
   เมื่อมนุษย์มีความคิดจึงอดมิได้ที่จะมีมนุษย์บางคนคิดถึงจุดกำเนิดของตนเอง  ของเผ่าพันธุ์มนุษย์  ซึ่งก่อให้เกิดคำถามมากมายที่ต้องคิดย้อนกลับไปในอดีต
   มนุษย์ผู้มีปัญญามิได้หยุดยั้งความคิดไว้  ณ  กาลเวลาใดกาลเวลาหนึ่ง  รวมทั้งมิได้หยุดยั้งเพียงแค่การคิด  แต่ได้พยายามศึกษาค้นคว้าจากหลักฐานที่มี  ตีความและแปลความหมาย  จนสามารถก่อรูปความคิดที่มีเหตุมีผลเกี่ยวกับอดีตกาล  จนล่วงลึกไปถึงการก่อกำเนิดของเอกภพ              อันเป็นเวลากว่าหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีล่วงมาแล้ว
   ปรากฏการณ์บิ๊กแบง  (Big  bang)  เป็นแนวความคิดที่ยอมรับกันว่าเป็นจุดกำเนิดของ            เอกภพ  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีที่ผ่านมา  ท่ามกลางความร้อนสูงเป็นล้านล้านองศาเซลเซียส  ซึ่งสภาพเช่นที่ว่านี้ย่อมมิอาจมีสิ่งชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้  ดวงอาทิตย์นั้นเป็นดาวฤกษ์        ดวงหนึ่งที่เป็นผลผลิตของบิ๊กแบงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ สามารถอาศัยอยู่ได้
   ต่อมาเอกภพค่อย ๆ เย็นตัวลงซึ่งต้องใช้เวลานับหมื่นนับพันล้านปี  จึงได้เกิดสิ่งมีชีวิตบนดาวสีน้ำเงินของระบบสุริยะในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกซึ่งก็คือโลก  (Earth)  ของเรานี้เอง  จากนั้นสิ่งมีชีวิตก็วิวัฒนาการเรื่อยมา  ผ่านการผจญและเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมาย  จากอุกาบาตและสสารที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศได้พุ่งเข้าชนโลกเป็นระยะ ๆ จนทำให้สิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์  เช่นไดโนเสาร์ไม่อาจสำเนาตัวเองต่อไปได้  สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง  และในที่สุดเผ่าพันธุ์มนุษย์  (Neanderthal)  ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา
   มนุษย์มิได้คิดค้นแต่อดีต  เพื่อที่จะรื้อฟื้นสาเหตุที่มาของตนและเอกภพเพียงเท่านั้นในจิต ใจมนุษย์ยังสงสัยอีกว่าแล้วอนาคตของตนและเอกภพจะเป็นอย่างไร  จึงได้ส่งยานอวกาศออกไปท่องจักรวาล  แต่ก็ไปไม่ได้ไกลเท่าใดนัก  ด้วยมีข้อจำกัดอยู่ที่ระยะทางอันยาวไกลระหว่างดวงดาวแต่ละดวง  กับพาหนะเดินทางตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือในการสำรวจและแสวงหาคำตอบที่สงสัย
   อย่างไรก็ตามการลงทุนลงแรงของมนุษย์ก็มิได้สูญเปล่าเสียทีเดียว  เพราะตำแหน่งที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียมที่ก้าวหน้า  แม้จะช่วยให้ได้รับข้อมูลเพียงสิบส่วนในร้อยส่วนของเอกภพ  แต่ก็เพียงพอที่จะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอีกเก้าสิบส่วนที่เหลือ  ที่เป็นดังนี้ก็เพราะมนุษย์มีปัญญา  มีหลักการและแนวทางการคิด  การค้นคว้าที่สามารถเจาะทะลุทะลวงไปในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น  แม้จะมิได้ประสบมาด้วยตนเองก็ตาม
   จากการศึกษาวิเคราะห์ด้วยปัญญาของมนุษย์  พบว่าแสงเดินทางได้เกือบสามแสนกิโลเมตรต่อวินาที  ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกประมาณ  150  ล้านกิโลเมตร  ดังนั้นแสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกใช้เวลา  8.3  นาที  ถ้าเราเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเท่ากับแสง  เราจะใช้เวลาเพียง  8  นาทีเศษก็ไปอยู่บนดวงอาทิตย์แล้ว
   และถ้าเรายังคงใช้ความเร็วเท่าเดิมในการเดินทางไปในห้วงอวกาศภายในหนึ่งปีก็จะเดินทางไปได้  9,460,730,472,580.8  กิโลเมตร  (ประมาณเก้าล้านล้านกิโลเมตร)  คิดออกหรือไม่ว่าเป็นระยะทางสักเท่าใด
   มนุษย์ใช้หน่วยปีแสงในการกำหนดระยะทางและขนาดทางดาราศาสตร์  1  ปีแสงเท่ากับระยะทางที่แสงเดินทางเป็นเวลา  1  ปี  ซึ่งเราที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาใช้จินตนาการคิดอย่างไรก็คิดมิออกว่าเป็นขนาดเท่าใดกันแน่  แต่นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นเรื่องนี้บอกว่า  ระยะขนาดนี้ยังนับว่าเล็กน้อยอย่างยิ่ง  หากจะเดินทางจากขอบด้านหนึ่งไปยังชายขอบอีกด้านหนึ่งของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก  เราคงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งแสนปีแสง  และหากผู้ใดคิดจะเดินทางจากขอบด้านหนึ่งไปยังชายขอบอีกด้านหนึ่งของเอกภพ  คงต้องใช้เวลาถึงสองหมื่นแปดพันล้านปีแสง  ถ้าอยากทราบก็ลองคำนวณตัวเลขดูว่าคิดเป็นขนาดสักเท่าใด
   นั่นคือเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ระบุขนาดของเอกภพ  ไม่แต่เพียงเท่านั้นนักวิทยาศาสตร์ยังสังเกตพบอีกว่า  เอกภพของเราไม่ได้มีขนาดคงที่เท่าเดิมตลอดไป  ยังมีการขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรากำลังดึงดูดบางส่วนของกาแล็กซี่อื่น ๆ เข้ามาหาเรา                    ทีละนิด ๆ
   ที่สำคัญคือการขยายตัวของเอกภพและกาแล็กซี่มีผลต่อแรงโน้มถ่วงที่ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในเอกภพส่งผลต่อกันและกัน  ไม่แต่เพียงเท่านั้น  ยังส่งผลกระทบต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่กระจัดกระจายอยู่บริเวณพื้นผิวและบรรยากาศของดาวเคราะห์  รวมทั้งกระจัดกระจายอยู่ในอวกาศอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่
   สภาพของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโลกตามปกติจะอยู่ในภาวะสมดุล  โดยมนุษย์ได้นำมาใช้ในการทำงานของเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย  จนกลายเป็นปัจจัยที่ห้า  เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  โทรศัพท์  ระบบโทรคมนาคม  เทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม  โทรศัพท์ไร้สาย  ระบบ  2 จี  3 จี  4 จี  จนอาจจะถึง  20 จีก็ได้ในอนาคต
   เมื่อไม่นานมานี้  มีปรากฏการณ์พายุสุริยะจากดวงอาทิตย์  ทำให้ดาวเทียมสื่อสารเสียหายไปเป็นจำนวนมาก  ระบบสื่อสารบนโลกได้รับผลกระทบไม่อาจใช้งานได้  ต้องซ่อมแซมกันอยู่นานกว่าจะใช้การได้ตามปกติ  นี่เป็นบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ธรรมชาติได้สั่งสอนมนุษย์
……………………………………………….
   เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะควบคุมตนเองไว้มิได้  ไม่สามารถควบคุมคนเองให้ไม่สงสัย  ไม่อยากรู้  ไม่อยากที่จะอ่านเพื่อแสวงหาคำตอบของคำถามมากมายที่ต้องการความกระจ่าง  อย่างไรก็ตามนับว่ายังโชคดีที่ความรู้ที่รอให้ข้าพเจ้าไปเสาะแสวงหานั้นยังมีอีกมากมายหลายแหล่ง  จึงพอจะอุ่นใจได้ว่าข้อสงสัยทั้งหลายจะสามารถคลี่คลายไปได้  มิต้อง     อึดอัดกลัดกลุ้มอยู่แต่เพียงผู้เดียว
   และข้าพเจ้ายังอดคิดถึงหลักกาลามสูตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้  เพราะเมื่อคิดไป คิดมาแล้วข้อค้นพบที่ได้ศึกษาเรียนรู้นี้  แม้จะนำเสนอโดยผู้ทรงภูมิปัญญาที่มีพลังอำนาจทางความคิดอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด  แต่ก็มิได้หมายความว่าข้อค้นพบเหล่านี้จะเป็นจริงไปเสียทั้งหมด  บัณฑิตจึงควรวิเคราะห์ด้วยปัญญา 
             หลักกาลามสูตรนี้  พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงการอันมิควรเชื่อ  10  ประการ  ได้แก่  สิ่งที่ฟังตามกันมา  เห็นว่าเป็นของเก่าเล่าสืบต่อกันมา  ข่าวเล่าลือหรือเรื่องที่เล่าลือแพร่สะพัดไป  การกล่าวอ้างคัมภีร์หรือตำรา  การคิดแบบตรรกะหรือคาดเดาเอาเอง  การคิดคาดคะเนโดยการอนุมาน  การคิดตรึกตรองตามอาการที่ปรากฏ  เรื่องราวที่พ้องกับความเห็นของตน  เห็นว่าผู้พูดควรเชื่อได้  และประการสุดท้ายคือเห็นว่าผู้พูดเป็นครูของตนหรือเป็นสมณะหรือแม้แต่เป็นตถาคตเอง
   ทั้ง  10  ประการข้างต้น  เป็นหลักสำคัญที่ผู้รู้หรือบัณฑิตทั้งหลายพึงสังวรณ์ไว้  แม้รับฟังได้แต่ก็อย่าให้มามีอิทธิพลเหนือความคิด  เหนือจิตวิเคราะห์ที่เป็นอิสระของตน  จนหลงทิศหลงทางไป  ดังที่มหาตม  คานธี  กล่าวไว้ว่า  “พุทธธรรมดั่งมหาสมุทร  ผู้รู้จึงเข้าได้  ผู้มีสติจึงข้ามได้”


                           จอมยุทธเก้า
                        
บันทึกการเข้า
Krenlaby
นักโพสต์
**
กระทู้: 2


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 10, 2017, 02:13:04 PM »

เป็นความรู้ใหม่นะครับผมพึ่งรู้
บันทึกการเข้า
Jesradas
Jesradas
นักโพสต์
**
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2019, 05:49:09 PM »


ใช่ครับ มันเป็นความคิดที่ดี และผมก็มีความคิดเห็นแบบนั้นเหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: